กสม. ร่วม สสส. – มช. และเครือข่าย ถอดบทเรียนพัฒนาข้อเสนอแก้วิกฤตฝุ่นควันภาคเหนือ ชูคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี พร้อมถกโมเดลนำร่องแก้ไขปัญหารูปธรรม

17/09/2569 49

            เมื่อวันที่ 15 – 16 กันยายน 2569 ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และภาคีเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด จัดเวทีเสวนาและประชุมเชิงปฏิบัติการ “เวทีถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ฝุ่นควันภาคเหนือ: จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง” เพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง ถอดบทเรียนจากผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า และสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยมีผู้แทนจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหาร หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน

            นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศบนฐานของสิทธิมนุษยชน โดยเน้นย้ำว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน ได้รับการรับรองจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และล่าสุดปี 2568 อาเซียนได้รับรองปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนแล้ว ทั้งนี้ วิกฤตมลพิษทางอากาศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน รัฐต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับมาเป็น "การป้องกันไว้ก่อน" (Precautionary Principle) และยึดหลักไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และกลุ่มชาติพันธุ์

            กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเน้นย้ำว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการขับเคลื่อนบนหลักสิทธิเป็นฐาน (Rights-based Approach) ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันทั้งเรื่องฝุ่นควันและภัยพิบัติน้ำท่วมมีความรุนแรงและมีมิติข้ามพรมแดน รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยลำพัง แต่ต้องกระจายอำนาจและทรัพยากรลงสู่ท้องถิ่นและชุมชนอย่างแท้จริง ต้องเคารพองค์ความรู้และวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น การทำไร่หมุนเวียนและการจัดการไฟของชุมชนชาติพันธุ์ การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของ คทช. ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตเพื่อไม่ให้ชาวบ้านตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณของภาครัฐต้องก้าวข้ามระบบราชการแบบแยกส่วน มุ่งสู่การบูรณาการงบประมาณเชิงพื้นที่เพื่อการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างทันท่วงที โดย กสม. จะทำหน้าที่ประสานงานและนำข้อเสนอของภาคประชาชนส่งตรงต่อรัฐบาลต่อไป”

            ในการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียน ได้เปิดรับฟังมุมมองจากทั้งภาคประชาชน ภาครัฐและธุรกิจ โดยตัวแทนชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ได้สะท้อนถึงผลกระทบจากนโยบายห้ามเผาแบบเหมารวม (Zero Burning) ที่กลายเป็นการตัดขาดวิถีเกษตรดั้งเดิมและผลักชาวบ้านให้กลายเป็นผู้กระทำผิด พร้อมเรียกร้องความชัดเจนในสิทธิที่ดินทำกินและป่าชุมชน ขณะที่ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระบุว่า แม้จะได้รับการถ่ายโอนภารกิจดับไฟป่า แต่ยังขาดงบประมาณและเครื่องมือที่เพียงพอ ระเบียบการเบิกจ่ายงบประมาณมีข้อจำกัดสูง ด้านภาคประชาสังคมและนักวิชาการได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ (Prescribed Burning) และการจัดการแบบแอ่งอากาศร่วม (Airshed) ควบคู่ไปกับนวัตกรรมทางสุขภาพ เช่น เครื่องฟอกอากาศและห้องความดันบวกต้นทุนต่ำสำหรับกลุ่มเปราะบางในชุมชน

            จากกระบวนการระดมสมองของภาคีเครือข่าย ได้ข้อสรุปเป็น “ข้อเสนอเชิงนโยบายว่าด้วยยุทธศาสตร์การจัดการฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ” ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์และ 1 ชุดมาตรการที่ต้องหยุดทำทันที ได้แก่

            1) การปฏิรูปโครงสร้างบริหารจัดการ ประกาศจัดตั้งผู้ว่า CEO Sandbox ภายใต้แผนปฏิบัติการชาติ (National Action Plan) ปรับเปลี่ยนมาตรการจาก Zero Burning เป็น Prescribed Burning (การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีควบคุม) ผ่านโมเดล “8-3-1” (รุก 8 เดือน เผชิญเหตุ 3 เดือน ฟื้นฟู 1 เดือน) และกำหนดเป้าหมายการลด PM 2.5 ในแต่ละภาคส่วน

            2) ระบบข้อมูลเปิด (Open Data) และเทคโนโลยีเฝ้าระวัง บังคับใช้มาตรฐาน Open Contract และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจสอบงบประมาณ เปิดเผยข้อมูลการบริหารเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษ พร้อมติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อนและโทรมาตรตลอด 24 ชั่วโมง

            3) การปฏิรูปเขตป่า สิทธิทำกิน และยกระดับป่าชุมชน เร่งรัดการรับรองสิทธิที่ดิน คทช. สู่ระบบดิจิทัล ขับเคลื่อนมาตรา 64 และ 65 ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยกระดับป่าชุมชนสู่เกรด A ตั้งเป้า 2 ล้านไร่ใน 5 ปี และจัดตั้งชุดปฏิบัติการดับไฟป่าประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

            4) นวัตกรรมกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนพันธบัตรความยั่งยืน (Sustainability-linked Bonds / Green Bond) การจ่ายค่าบริการระบบนิเวศ (PES) และปรับปรุงโครงสร้างกองทุนฝุ่นควันในระดับจังหวัดเพื่อกระจายทุนตรงสู่ชุมชน

            5) มิติสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และกลไกข้ามพรมแดน ปรับแก้ระเบียบกองทุนสุขภาพท้องถิ่น สนับสนุนห้องปลอดฝุ่นและเครื่องฟอกอากาศต้นทุนต่ำสำหรับศูนย์เด็กเล็กและกลุ่มเปราะบาง การจัดการตามแนวคิดเขตภูมิศาสตร์อากาศ (Airshed) ข้ามเขตการปกครอง และยกระดับความร่วมมือชายแดนระดับประชาชนสู่ประชาชน (P2P)

            นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังมีชุดมาตรการที่ต้องหยุดทำทันที ได้แก่  หยุดเอาประชาชนและชุมชนเป็นจำเลยของสังคม หยุดการประกาศเขตห้ามเผาเด็ดขาดแบบเหมารวมโดยไม่สอดคล้องกับบริบททางนิเวศ  หยุดคำสั่งที่มีความขัดแย้งและซ้ำซ้อนระหว่างข้ามกระทรวง หยุดการจัดฝึกอบรมเชิงสร้างภาพในห้องสี่เหลี่ยม แต่ให้มุ่งเน้นการปฏิบัติการจริงในระดับพื้นที่

            ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษและรับมอบ “ข้อเสนอเชิงนโยบายขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ” จากตัวแทนภาคีเครือข่าย โดยเน้นย้ำถึงการสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) มาใช้เฝ้าระวังและวิเคราะห์มลพิษ รวมถึงการผลักดันแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการรับซื้อและแปลงเศษวัสดุการเกษตรเป็นพลังงาน/ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการเผา และกลไกเศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy / Nature Financing) เพื่อสร้างทางเลือกและรายได้ทดแทนการเผาเศษวัสดุการเกษตร ตลอดจนสร้างแรงจูงใจในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

            ในโอกาสนี้ ภาคีเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ 8 จังหวัด และหน่วยงานร่วมจัด ได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ก้าวต่อไป (Next Steps) ในการเป็นพันธสัญญาความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนสิทธิในอากาศสะอาดและปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างยั่งยืน

            หลังจากเสร็จสิ้นการส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายและการประกาศเจตนารมณ์ เวทีได้เดินหน้าสู่การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ฝุ่นควันภาคเหนือจากข้อเสนอแนะสู่การปฏิบัติจริงอย่างเข้มข้น โดย นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำ กสม. ได้ร่วมกันนำการหารือโต๊ะกลมระหว่างตัวแทนภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยมี ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เป็นผู้แทนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟังข้อเสนอ

            การหารือดังกล่าวเน้นการวางรูปธรรมการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ข้อเสนอทั้ง 5 ยุทธศาสตร์หยุดอยู่เพียงแค่ในเอกสาร ทั้งนี้ กสม. ยืนยันจะติดตามการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และจะมีหนังสือเสนอแนะไปยังรัฐบาลอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งรัดให้เกิดการบูรณาการงบประมาณ กฎหมาย และกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงต่างๆ เพื่อคืนสิทธิในอากาศสะอาดอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน

 

สามารถรับชมภาพิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  คลิก https://www.facebook.com/share/p/19LPEZ3YUG/

เลื่อนขึ้นด้านบน