กสม. หารือรองนายกรัฐมนตรี แลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนากฎหมายและนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานประเทศสู่ OECD

29/06/2569 41

          เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดยนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าพบหารือกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งประเด็นเชิงนโยบายและกฎหมายสำคัญ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลและสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

          ในการหารือครั้งนี้ กสม. ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับรองนายกรัฐมนตรีในประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเริ่มจากแนวทางการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับ กสม. เพื่อให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย กสม. และรองนายกรัฐมนตรีเห็นสอดคล้องกันว่า ควรมีกลไกติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง โดยอาจอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้ กสม. จัดลำดับความสำคัญของประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องการผลักดัน และจัดทำข้อมูลประกอบการพิจารณาในมิติต่าง ๆ เพื่อให้สามารถผลักดันไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

          นอกจากนี้ กสม. ยังได้เสนอประเด็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของ กสม. ตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ให้สอดคล้องกับหลักการปารีส (Paris Principles) เช่น หน้าที่และอำนาจในการชี้แจงข้อเท็จจริงตามมาตรา 26 (4) และในการประนีประนอมและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรองนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศและตามพันธกรณีระหว่างประเทศ จึงควรรวบรวมข้อมูล เหตุผลความจำเป็น และผลกระทบที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป

          สำหรับประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม กสม. ได้สะท้อนข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในบางคดี การคุมขังระหว่างพิจารณาคดี และการกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งกระทบต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) รวมทั้งเน้นย้ำถึงการสนับสนุนให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (Optional Protocol to the Convention against Torture: OPCAT) ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีให้ข้อคิดเห็นว่า การคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญ และควรพิจารณาควบคู่กันระหว่างประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคม ทั้งนี้ อาจศึกษาแนวปฏิบัติและมาตรการทางเลือกจากต่างประเทศมาประกอบการพัฒนานโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป

          ในประเด็นการส่งกลับชาวอุยกูร์และการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยจากการสู้รบ กสม. ได้ย้ำหลักการห้ามผลักดันกลับ (non-refoulement) ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และเสนอให้มีการพัฒนาการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้พักพิงในศูนย์พักพิงชั่วคราว ทั้งด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีรับทราบข้อห่วงกังวลของ กสม. และเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงกฎหมายภายในประเทศ พันธกรณีระหว่างประเทศ มิติด้านมนุษยธรรม และผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวม โดยควรมีการติดตามสถานการณ์และข้อมูลอย่างรอบด้าน

          นอกจากนี้ กสม. ได้หารือเกี่ยวกับการตราและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน อาทิ ร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด การแก้ไขพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 รวมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว (ICRMW)  ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีเห็นว่า หลายประเด็นมีความเชื่อมโยงกับการยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และสิทธิมนุษยชนของประเทศ โดยเฉพาะในกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD และพร้อมรับข้อเสนอเชิงนโยบายจาก กสม. ไปประกอบการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          ในส่วนของการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ กสม. ได้เสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันกำหนดมาตรการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุและพัฒนาระบบหลักประกันทางสังคมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานและสร้างรายได้ตามศักยภาพ เพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

          นอกจากนี้ กสม. ยังได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับแนวทางการยกเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และเน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไกการบริหารจัดการที่ดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของประชาชน

          ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและ กสม. เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศให้สอดคล้องกับหลักสากล ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาล โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนสำคัญให้เกิดผลในทางปฏิบัติและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป

 

เลื่อนขึ้นด้านบน